♥ วิธีแก้เซ็งในชีวิต

Posted: กันยายน 9, 2009 in song @ poem

 

ความเซ็ง คือ อะไร?

ถ้าจะว่าไปแล้วมันก็เป็นความรู้สึกที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้

แต่เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ใจจะจืดชืด หมดไฟที่จะกระตือรือร้น คิดอ่านหรือประกอบกิจกรรมใดๆ

 ทำให้ชีวิตเฉาเหมือนต้นไม้ที่กรำแดดจนก้านเหี่ยวพับ หมดเรี่ยวแรงชูใบให้ตั้งตรงอยู่ได้

ทำไมเราจึงรู้สึกเซ็ง ที่เราเซ็งก็เพราะเราตั้งความหวังเอาไว้ว่า

สิ่งที่กระทำควรมีผลอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น

แล้วผลที่ออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง นี่ก็เป็นเหตุอันหนึ่งที่ทำให้เราเซ็ง

เหตุอีกอันหนึ่ง ถ้าความรับผิดชอบเกี่ยวข้องกับหลายผู้หลายคนมากเกินไป

จนเราจัดใจไม่ถูกว่า จะเอาใจใครๆเหล่านั้นให้เสมอหน้ากันได้อย่างไร

อันนี้ก็เซ็งอีก เพราะว้าวุ่นจนเกิดอาการประสาท

เพราะฉะนั้น จะทำอะไรก็ตาม ก่อนทำต้องไตร่ตรองจนแน่ใจว่า

สิ่งที่ทำนั้น ทำเพื่อประโยชน์ เพื่อความก้าวหน้าของส่วนรวม

ถ้าทำไปแล้วมีเสียงตำหนิติเตียน อย่าเพิ่งเสียใจ อย่าเพิ่งท้อใจ

กลับมาไตร่ตรองหาเหตุผลว่า คำตำหนิวิพากษ์วิจารณ์

มีอะไรที่เราจะเอามาใช้แก้ไขให้งานของเรากะทัดรัดเข้าท่าขึ้น

ถ้าพิจารณากี่ครั้ง กี่ครั้ง กี่ครั้งแล้ว ก็พบว่าสิ่งที่ทำไปยังดีพร้อมอยู่

ก็ให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ต้องไปกังวลสนใจ

เวลาเราทำดีแล้วคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุด เราไปปิดปากเขาก็ไม่ได้

หูเขาอยู่ใกล้ปากเขามากกว่าหูเรา เขายังไม่รำคาญ แล้วเรื่องอะไร

เราถึงเอาหูเราไปเสียบไว้ระหว่างปากเขากับหูเขาให้รำคาญใจ

ถ้าจะหงุดหงิดหรือท้อใจให้นึกว่า เราเอาหูเราเสียบเข้าไปทำไม

ระหว่างปากเขากับหูเขา เราจะได้สบายใจ

ถ้าทุกอย่างที่เราทำมีแต่คนสรรเสริญหมด อีกหน่อยเราจะคร่ำคร่าไม่พัฒนาต่อไป

เพราะถ้าทำอะไรแล้ว ไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีอุปสรรคอะไรมาเป็นหินลับสติปัญญา

อีกหน่อยปัญญาเราก็นิ่มหมด เพราะเราไม่ได้ใช้สติปัญญา

อะไรๆก็สำคัญว่าดีไปหมด ว่าอะไรก็ว่าตามกันหมด ชีวิตเลยขาดรสชาติ

เมื่อปัญญานิ่มจะคิดอะไรก็คิดไม่ออก ทำอะไรก็ทำไม่ได้ ใครก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้น

ทุกคนอยากเป็นคนเฉลียวฉลาด มีอะไรมากระทบ สติปัญญาเรามีพลกำลังแข็งแรง

สามารถพิจารณาแก้ไขปัญหาทะลุปรุโปร่ง ใครมีปัญหามาปรึกษา

เราก็ช่วยเหลือได้ ถ้าฝึกให้ใจมีหลักอย่างนี้ เราจะเลิกเซ็ง

เราห้ามคำพูดคนไม่ได้ ตราบเท่าที่จุดไฟแล้วยังมีควัน คนมีปากก็พูดไป

พูดแล้วก็ต่างจิตต่างใจกัน คนบางคนเป็นนก เกิดอะไรขึ้นก็ต้องบิน

ส่วนบางคนบินไม่ได้ต้องว่ายน้ำไปอย่างปลา

ท่านอยากพูดอะไรก็ปล่อยให้ท่านพูดไปเถอะ เรารู้อยู่แก่ใจเราว่า

เราเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ ปัญหาเป็นอย่างไรเรารู้ดี

พวกนั้นดีแต่วิจารณ์ ถ้าให้มาลงมือทำ ก็ทำไม่ได้ เราก็มีหลักให้ใจยึดเหนี่ยว

ประกาดถัดไปคือเรื่องงาน ผู้ร่วมงานกับเราก็ต่างจิตต่างใจกัน

คนเรามาจากที่ต่างๆกันทั่วทุกสารทิศ จะให้คิดปรองดองเหมือนกันได้อย่างไร

อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ตัวเราเองก็เหมือนกัน เคยไหมว่าเริ่มแรก

เราตั้งใจว่าจะทำอย่างนี้ๆ ครั้นถึงเวลาเข้าจริงๆใจตัวโกงมันเปลี่ยนไปอีกแล้ว

ที่จะทำอย่างนี้ๆเบื่อแล้ว ไม่ทำแล้ว หรือไม่ก็ครั้งแรกตั้งใจจะทำให้ดีเลิศ

ครั้นลงมือทำเข้าจริง เอาแค่ให้มันจบๆไปก็แล้วกัน

ใจเราเอง นอกจากสารพัดโกงแล้ว ยังชอบเปลี่ยนใจได้ทุกเวลานาที

ถ้าเพื่อนสัญญากับเราไว้อย่างหนึ่ง แล้วเกิดเปลี่ยนใจไม่ทำตามสัญญา

อย่าไปโกรธเขา เพราะขณะที่สัญญากับเรา เขากำลังสบายใจ

ไม่มีธุรกิจการงานอะไร ครั้นถึงเวลาเข้าจริง เขาเกิดไม่สบายหรือมีปัญหาที่บ้าน

เกิดเหตุสุดวิสัยหรือทำอะไร ทำให้กาลเทศะไม่เอื้ออำนวย

เราจึงควรฝึกจิตใจของเราว่า ทำอย่างไร จึงมีภูมิคุ้มกันให้ไม่เซ็ง

เวลาใครพูดไม่เป็นคำพูดกับเรา วัคซีนป้องกันโรคเซ็ง คือการ

ฝึกใจให้อยู่กับปัจจุบันอย่าไปยึดถือคำมั่นสัญญาอะไรทั้งสิ้น

เพราะถ้ายึดถือเป็นจริงเป็นจังแล้ว เสียกำลังใจเรา

เราเตรียมป้องกันใจของเราเอาไว้ว่า อะไรเกิดขึ้น ใครพูดอะไรไว้

ถ้ายังไม่ถึงวาระได้ทำจริงๆ เรายังไม่ปลงใจเชื่อเป็นอันขาด

เราทำใจเอาไว้ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลง เรารับฟังได้ทั้งนั้นหัดนิสัยเป็นผู้ฟังที่ดี

เอาการอยู่กับปัจจุบันมาเตือนตัวเองไม่ให้เผลอไปสัญญากับใคร

หรือพูดจาอะไรกับใคร อย่าผูกมัดรัดตัวเป็นคำตายตัวลงไป

หากเกิดเหตุสุดวิสัยทำไม่ได้ ผู้รับฟังแล้วปักใจยึดอยู่จะเสียใจแล้วเซ็ง

เหมือนกับที่เราเสียใจมาแล้วหัดพูดคำเป็นกลางๆทำนองว่า

"ตอนนี้คิดว่าว่างอยู่" ถ้าถึงวันนั้นไม่มีเหตุสุดวิสัยอะไรมาเปลี่ยนแปลงก็คงพบกัน

แต่ถ้าถึงเวลานัดแล้วไม่เห็นกันหรือเราทำไม่สำเร็จตามที่พูดก็ขอให้เข้าใจว่าไม่ได้แกล้ง

ฝึกใจตัวเองให้ระลึกถึงความเป็นจริงอย่างนี้ ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

การฝืนความจริง ไปคิดว่า ทุกอย่างแน่นอน ต้องเป็นไปอย่างที่เราอยาก

คือต้นเหตุของความเซ็ง ต้นเหตุของความทุกข์

ไม่มีหรอกที่ทุกอย่างจะเป็นดังจับวางได้อย่างเนรมิต

ให้ฝึกไว้ว่า อะไรที่ผิดไปจากที่เรากะเกณฑ์ หรือเราหวังอย่างหนึ่งเอาไว้

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอีกอย่าง ล้วนดีกับตัวเราทั้งนั้น เพราะทำให้เราได้ลับสติปัญญาให้คมขึ้น

แต่เดิมเราก็เห็นว่า เราเป็นคนดีแล้ว แก้ไขปัญหาได้รอบคอบ เป็นคนถี่ถ้วน ระมัดระวัง

เตรียมป้องกันไว้ทุกจุดแล้ว เมื่อเกิดความผิดพลาดไปจากที่เราตระเตรียมเอาไว้

ก็อย่าโกรธ หงุดหงิดโทษซ้ายป่ายขวา ถ้าปล่อยให้ใจขวิดซ้ายป่ายขวาอย่างนี้ก็ยิ่งเซ็งหนักขึ้น

เวลาที่ใจของเราไม่รอบคอบ อะไรเกิดขึ้นก็เป็นสาเหตุให้ตัวเองเก็บมาคิดเซ็งได้ทั้งนั้น

เลยเซ็งไม่รู้จักจบสิ้น เพราะใจอันนี้คุ้นเคยที่จะทำตัวเป็นโรงงานผลิตทุกข์ออกมา

ทับถมให้ตัวเองมีแต่ความเซ็ง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้หัดฝึกตนให้มีสติอยู่กับใจ

เมื่อมีสติอยู่กับใจแล้ว เวลามีปัญหาอะไร สติที่ฝึกดีแล้ว จะหนุนให้หันมามองใจตนเองก่อนว่า

มีอะไรที่เราจะแก้ไขได้ โดยไม่ต้องไปรบกวนคนอื่น เรามองเข้าข้างในใจของเราก่อน

แล้วเริ่มต้นแก้ไขที่ตัวของเรา เมื่อเป็นอย่างนี้สิ่งที่คิดแก้ไขย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นปัญญา เป็นธรรม

(วิธีแก้เซ็งในชีวิต/อมรา มลิลา)

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s